กรรมตามสนอง
เรื่องโดย พิมพา ฤทธิรณ
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีครอบครัวหนึ่งอยู่ด้วยกันสามคนคือ แม่เฒ่าผู้ตาบอด ลูกชายและลูกสะใภ้
ฝ่ายลูกสะใภ้นั้นเป็นคนนิสัยใจคอฉุกเฉียว โมโหร้ายโกรธง่าย เมื่อมาอยู่กับย่าตาบอดก็ยิ่งรำคาญหัวใจและเกลียดชังย่ายิ่งนัก เวลาผัวไม่อยู่บ้านลูกสะใภ้มักหาเรื่องกลั่นแกล้งอยู่บ่อย ๆ เช่นแกล้งเอาไม้ไปขวางทางเดินเพื่อให้ย่าหกล้ม แกล้งเอาดินใส่ก่องข้าวเพื่อให้ย่ากินข้าวผสมดิน หรือแอบเอารังมดแดงมาเคาะไว้กับเสื้อผ้าหรือผ้าห่มย่า สารพัดต่าง ๆ นานาที่จะให้ย่าได้รับอันตราย
อยู่มาวันหนึ่ง ฝ่ายผัวออกไปทำงานนอกบ้าน ลูกสะใภ้จึงไปช้อนปลิงตามหนองน้ำมาแกงให้ย่ากิน ซึ่งปกติแล้วจะไม่มีใครกินปลิง เพราะน่าเกลียดน่ากลัว และมีเนื้อหนังที่หยาบเหนียวอีกด้วย พอแกงเสร็จ ก็นำไปให้ย่ากิน บอกว่าเป็นแกงเครื่องในควาย ย่าเคี้ยวเท่าไหร่ก็ไม่ขาดได้แต่นึกในใจว่าเป็นควายแก่ ลูกสะใภ้ว่าควายแก่หนังเหนียวอย่างนี้แหละ กินไปเถอะย่าได้ยินดังนั้นก็จำใจกลืนกิน กินไปสักพักปลิงเกิดติดคอย่า หายใจไม่ได้จึงถึงแก่ความตาย ลูกสะใภ้รีบนำแกงปลิงไปผังดินเพื่อไม่ให้ผัวรู้
พอผัวกลับมาถึงบ้านได้แต่ร้องไห้ ด้วยความเสียใจที่แม่ตาย จึงถามเมียว่าทำไมแม่ถึงตาย ผู้เป็นเมียบอกว่าแม่กินข้าวเหนียวไปมาก จึงสำลักหายใจไม่ได้ ตนเองช่วยอย่างไรก็ช่วยไม่ได้ แม่จึงตายในที่สุด จากนั้นก็พากันจัดการศพย่าตามประเพณี แล้วก็ถึงเวลาจะนำศพไปเผาที่ป่าช้า จึงให้ชาวบ้านมาช่วยกันยกศพ แต่ยกเท่าไหร่ก็ยกไม่ขึ้น ให้ลูกชายมายกก็ยกไม่ขึ้น ยังเหลือแต่ลูกสะใภ้คนเดียวที่ยังไม่ได้ยก จึงให้ลูกสะใภ้มาลองยกดู
เมื่อลูกสะใภ้เดินเข้าใกล้ศพย่าเท่านั้นเอง ศพก็พุ่งขึ้นบนบ่า โดยไม่ต้องยกต้องหามแต่อย่างใด ยังความแปลกใจแก่ชาวบ้านเป็นยิ่งนัก ลูกสะใภ้ จึงได้หามศพเป็นเป็นย่า เดินตรงไปยังป่าช้าท้ายหมู่บ้าน
เมื่อมาถึงบริเวณที่จะวางศพลงเพื่อจะทำการเผา ชาวบ้านและลูกชายจึงช่วยกันยกศพ ออกจากบ่าลูกสะใภ้ แต่ปรากฏว่าแกะเท่าไหร่ก็แกะศพไม่ออก ลูกสะใภ้ตกใจมาก จึงดินทุรนทุรายจนขาดใจตาย ซึ่งมีศพย่าทับอยู่บนร่างนั่นเอง หลวงพ่อบอกว่าคงเป็นกรรมของเขาเอง ซึ่งอาจจะทำกรรมไว้กับย่ามาก จึงต้องมาตายด้วยกัน
หลังจากนั้นชาวบ้านจึงเผาทั้งย่าและลูกสะใภ้ พร้อม ๆ กันในป่าช้านั่นเอง….
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า.
- ความโกรธ ความโมโหเป็นสิ่งไม่ดี เป็นเหมือนไฟเผากายและใจตนเองนั่นเอง
- ใครทำความดีก็จะได้รับผลดี หากใครทำชั่วก็จะได้รับกรรมชั่ว
- การทำความทุกข์ให้ผู้อื่น ทุกข์นั้นย่อมมาถึงตัว
ที่มา: สำลี รักสุทธี. (๒๕๔๔). นิทานพื้นบ้านและตำนานการก่อตั้งจังหวัด.
กรุงเทพมหานคร: ธนรัชการพิมพ์.
คำถามประจำบท
คำชี้แจง ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้
. ลูกสะใภ้มีนิสัย อย่างไร
. จงบอกการกระทำที่ไม่ดีของลูกสะใภ้
. เพราะเหตุใด ย่าจึงตาย
. นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้เกี่ยวกับเรื่องอะไร
. การกระทำของลูกสะใภ้ตรงกับสุภาษิตไทย ว่าอย่างไร
******************************
วันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2550
ทำไมลิงชอบอยู่บนต้นไม้
ทำไมลิงชอบอยู่บนต้นไม้
เรื่องโดย พิมพา ฤทธิรณ
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ป่าแห่งหนึ่ง เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าน้อยใหญ่นานาชนิด ยังมีลิงตัวหนึ่งมีนิสัยชอบอวดเก่งเที่ยวท้าทายความสามารถของตัวเองเสมอ ๆ
ต่อมาลิงได้มาพบกับควายป่าตัวใหญ่ ลิงตะโกนท้าทายให้ควายป่าไปโหนต้นไม้แข่งกัน ควายป่าก็ส่ายหน้าเดินหนีไป ลิงนึกคะนองและดีใจที่ชนะควายตัวใหญ่ได้ เที่ยวเดินท้าทายอีกต่อไป จนไปพบกับลาตัวหนึ่ง จึงท้าให้ลาตีลังกากลางอากาศแข่งกัน เจ้าลาก็ส่ายหน้าเดินหนีจากไป ลิงดีใจมาที่ลาก็เดินหนีไปเหมือนกัน เจ้าลิงได้ใจเดินทางท้าทายสัตว์อื่นต่อไปด้วยความคึกคะนอง เมื่อมาพบหมูป่าตัวหนึ่ง ก็ท้าให้หมูป่าโยนกล้วยเข้าปากแข่งกัน หมูป่าก็ส่ายหน้าแล้วเดินหนีไป ลิงยิ่งดีใจลืมตัวตะโกนก้องไปในป่าใหญ่ แสดงความยิ่งใหญ่ที่ตนเองสามารถท้าทายสัตว์ใหญ่เหล่านั้นได้ เสียงดังก้องไปในแม่น้ำ จระเข้ใหญ่ตัวหนึ่งได้ยินจึงคิดอุบายหลอกลิงให้มานั่งอยู่บนหัว แล้วจระเข้จะพาท่องเทียวไปตามแม่น้ำ ลิงหลงเชื่อกระโดดขึ้นบนหัวจระเข้ลอยตามน้ำไป พอไปถึงกลางแม่น้ำจระเข้จึงบอกว่าจะกินหัวใจลิง ลิงได้ฟังตกใจมากที่เสียรู้จระเข้ จึงทำทีพูดกับจระเข้ว่า “หัวใจของข้าไม่ได้อยู่กับตัวหรอก หัวใจข้าอยู่บนต้นไม้หากเจ้าอยากกินให้พาข้าไปส่งฝั่งก่อน จึงจะไปเอาหัวใจที่อยู่บนต้นไม้มาให้เจ้ากินได้ ” จระเข้หลงเชื่อพาลิงลอยเข้าหาฝั่ง ลิงได้โอกาสจึงถีบหัวจระเข้กระโดดขึ้นฝั่งแล้วรีบวิ่งขึ้นต้นไม้ด้วยความกลัว ตั้งแต่นั่นมา ลิงทุกตัวไม่กล้าลงจากต้นไม้เที่ยวท้าทายใครอีกเลย ต้นไม้จึงเป็นหัวใจลิง ลิงจึงชอบอยู่บนต้นไม้ตั้งแต่นั่นมาจนถึงทุกวันนี้…………
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :
-การหลงลืมตนเองนึกว่าตนเองเก่งกว่าคนอื่น ๆ ในทุก ๆ อย่างนั้น
เป็นไปไม่ได้
-การรู้จักคิดหาทางแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้านั้นย่อมผ่านอุปสรรคไปได้
-ทั้งคนและสัตว์สิ่งของในโลกนี้ต่างก็มีความสามารถและเป็นประโยชน์เกื้อกูลซึ่งกันและกัน แตกต่างกันออกไป
ที่มา: สำลี รักสุทธี. (๒๕๔๔). นิทานพื้นบ้านและตำนานการก่อตั้งจังหวัด.
กรุงเทพมหานคร: ธนรัชการพิมพ์.
คำถามประจำบท
คำชี้แจง ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้
. ลิงมีนิสัยอย่างไร
. เพราะเหตุใด สัตว์ทั้งหลายจึงไม่รับคำท้าของลิง
. ใครสั่งสอนให้ลิงมีนิสัยอวดเก่ง
. ลิงมีข้อดี ข้อเสีย อย่างไร
. อ่านนิทานเรื่องนี้แล้ว ให้ข้อคิดอย่างไร
เรื่องโดย พิมพา ฤทธิรณ
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ป่าแห่งหนึ่ง เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าน้อยใหญ่นานาชนิด ยังมีลิงตัวหนึ่งมีนิสัยชอบอวดเก่งเที่ยวท้าทายความสามารถของตัวเองเสมอ ๆ
ต่อมาลิงได้มาพบกับควายป่าตัวใหญ่ ลิงตะโกนท้าทายให้ควายป่าไปโหนต้นไม้แข่งกัน ควายป่าก็ส่ายหน้าเดินหนีไป ลิงนึกคะนองและดีใจที่ชนะควายตัวใหญ่ได้ เที่ยวเดินท้าทายอีกต่อไป จนไปพบกับลาตัวหนึ่ง จึงท้าให้ลาตีลังกากลางอากาศแข่งกัน เจ้าลาก็ส่ายหน้าเดินหนีจากไป ลิงดีใจมาที่ลาก็เดินหนีไปเหมือนกัน เจ้าลิงได้ใจเดินทางท้าทายสัตว์อื่นต่อไปด้วยความคึกคะนอง เมื่อมาพบหมูป่าตัวหนึ่ง ก็ท้าให้หมูป่าโยนกล้วยเข้าปากแข่งกัน หมูป่าก็ส่ายหน้าแล้วเดินหนีไป ลิงยิ่งดีใจลืมตัวตะโกนก้องไปในป่าใหญ่ แสดงความยิ่งใหญ่ที่ตนเองสามารถท้าทายสัตว์ใหญ่เหล่านั้นได้ เสียงดังก้องไปในแม่น้ำ จระเข้ใหญ่ตัวหนึ่งได้ยินจึงคิดอุบายหลอกลิงให้มานั่งอยู่บนหัว แล้วจระเข้จะพาท่องเทียวไปตามแม่น้ำ ลิงหลงเชื่อกระโดดขึ้นบนหัวจระเข้ลอยตามน้ำไป พอไปถึงกลางแม่น้ำจระเข้จึงบอกว่าจะกินหัวใจลิง ลิงได้ฟังตกใจมากที่เสียรู้จระเข้ จึงทำทีพูดกับจระเข้ว่า “หัวใจของข้าไม่ได้อยู่กับตัวหรอก หัวใจข้าอยู่บนต้นไม้หากเจ้าอยากกินให้พาข้าไปส่งฝั่งก่อน จึงจะไปเอาหัวใจที่อยู่บนต้นไม้มาให้เจ้ากินได้ ” จระเข้หลงเชื่อพาลิงลอยเข้าหาฝั่ง ลิงได้โอกาสจึงถีบหัวจระเข้กระโดดขึ้นฝั่งแล้วรีบวิ่งขึ้นต้นไม้ด้วยความกลัว ตั้งแต่นั่นมา ลิงทุกตัวไม่กล้าลงจากต้นไม้เที่ยวท้าทายใครอีกเลย ต้นไม้จึงเป็นหัวใจลิง ลิงจึงชอบอยู่บนต้นไม้ตั้งแต่นั่นมาจนถึงทุกวันนี้…………
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :
-การหลงลืมตนเองนึกว่าตนเองเก่งกว่าคนอื่น ๆ ในทุก ๆ อย่างนั้น
เป็นไปไม่ได้
-การรู้จักคิดหาทางแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้านั้นย่อมผ่านอุปสรรคไปได้
-ทั้งคนและสัตว์สิ่งของในโลกนี้ต่างก็มีความสามารถและเป็นประโยชน์เกื้อกูลซึ่งกันและกัน แตกต่างกันออกไป
ที่มา: สำลี รักสุทธี. (๒๕๔๔). นิทานพื้นบ้านและตำนานการก่อตั้งจังหวัด.
กรุงเทพมหานคร: ธนรัชการพิมพ์.
คำถามประจำบท
คำชี้แจง ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้
. ลิงมีนิสัยอย่างไร
. เพราะเหตุใด สัตว์ทั้งหลายจึงไม่รับคำท้าของลิง
. ใครสั่งสอนให้ลิงมีนิสัยอวดเก่ง
. ลิงมีข้อดี ข้อเสีย อย่างไร
. อ่านนิทานเรื่องนี้แล้ว ให้ข้อคิดอย่างไร
นกมีหูหนูมีปีก
นกมีหูหนูมีปีก
เรื่องโดย พิมพา ฤทธิรณ
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เกิดสงครามขึ้นระหว่างสัตว์ต่าง ๆ ซึ่งอยู่บนโลกนี้ต่างก็แตกแยกกันออกเป็นสองพวกใหญ่ ๆ เพื่อทำสงครามแย่งที่อยู่อาศัยกัน โดยพวกสัตว์สี่เท้าก็นับตั้งแต่หนูเล็ก ๆ จนถึงช้าง ซึ่งสัตว์จำพวกนี้มีลักษณะเหมือน ๆ กัน มีสี่เท้าและมีใบหูเหมือนกันได้รวมตัวกันทั้งหมด แล้วยกให้ราชสีห์เป็นหัวหน้าทำสงครามสัตว์
ส่วนอีกพวกหนึ่งเป็นสัตว์จำพวกมีปีก นับตั้งแต่แมลงมีปีกตัวเล็ก ๆ ไปจนถึงพญานกอินทรีย์ ได้รวมตัวกันจนหมดสิ้น แล้วยกให้นกอินทรีย์เป็นหัวหน้าทำสงครามสัตว์ สัตว์ทั้งสองฝ่ายเปิดฉากทำสงคราม ไล่กัดจิกตีกันดังลั่นไป
ทั้งป่า ไม่เว้นแต่ละวันสัตว์น้อยใหญ่ทั้งพวกมีหูและพวกมีปีกล้มตายเป็นอันมาก พลัดกันแพ้ พลัดกันชนะ
แต่มีสัตว์พวกหนึ่ง คือค้างคาวเป็นสัตว์โกหกพูดตลบตะแลง ไม่เคยยอมเป็นฝ่ายแพ้ใคร เมื่อฝ่ายใดชนะก็จะอ้างว่าตัวเองอยู่ฝ่ายนั้นอยู่เรื่อยไป เมื่อฝ่ายราชสีห์ชนะ ค้างคาวก็บอกว่าเป็นฝ่ายราชสีห์เพราะเรามีใบหูเหมือนกัน ค้างคาวก็ชนะด้วยไม่ยอมแพ้ เมื่อถึงคราวฝ่ายพญานกอินทรีย์เป็นฝ่ายชนะ ค้างคาวก็อ้างว่าเป็นพวกเดียวกันด้วยไม่ยอมแพ้เพราะมีปีกเหมือนกัน จึงไม่ยอมเป็นฝ่ายแพ้ ค้างคาวทำเช่นนี้มาตลอดไม่เคยแพ้สักทีเลย
หลายปีต่อมาสัตว์ต่าง ๆ เริ่มเหลือน้อยลง เนื่องจากการตายในสงครามสัตว์ จึงรวมกันเจรจากันขอสงบศึก เลิกทำสงครามกันให้หันหน้าเข้าหากัน ต่างคนต่างอยู่ แยกย้ายกันทำที่อยู่อาศัย พวกมีปีกก็อยู่กลางอากาศและบนต้นไม้สูง นกต่าง ๆ ให้ทำรังอยู่ ส่วนพวกมีหู เช่น ราชสีห์ให้อยู่ตามถ้ำ หนูให้ขุดรูอยู่ ส่วนค้างคาวอ้างว่าเราไม่ช่วยหนูขุดรูหรอก เราจะไปทำรังอยู่เหมือนนกเพราะเรามีปีก เมื่อนกขอร้องให้ช่วยทำรัง ค้างคาวก็อ้างว่าเราเป็นพวกหนู เพราะเรามีหูเราจะไปอยู่กับหนู ตกลงค้างคาวเลยไม่ได้ช่วยเพื่อนทำอะไรเลย สัตว์ต่าง ๆ ได้ประชุมกันว่าค้างคาวเป็นสัตว์พูดตลบตะแลงไม่มีความจริงใจกับฝ่ายใด จึงตัดสินลงโทษค้างคาว ให้ค้างคาวเวลานั่งก็ให้เอาหัวลง เวลานอนก็ให้เอาหัวขึ้น กินก็ให้เอาหัวลง ให้มองเห็นเฉพาะเวลากลางคืนและให้มีที่อยู่อาศัยที่เป็นมุมมืด ตั้งแต่นั้นมาค้างคาวจึงต้องเอาหัวลงพื้นเสมอ ๆ และออกหากินเฉพาะเวลากลางคืน กลางวันอาศัยอยู่ในที่มืด ๆ ตลอดมาตราบเท่าทุกวันนี้
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :
- การพูดกลับไปกลับมา ไม่มีความจริงใจกับใคร ย่อมอยู่อย่างไม่เป็นสุข และไม่มีใครอยากเป็นเพื่อนด้วย
- การเอาเปรียบผู้อื่นเสมอ ๆ เป็นสิ่งไม่ดี ทำให้ผู้อื่นรังเกียจได้
ที่มา: สำลี รักสุทธี. (๒๕๔๔). นิทานพื้นบ้านและตำนานการก่อตั้งจังหวัด.
กรุงเทพมหานคร: ธนรัชการพิมพ์.
คำถามประจำบท
คำชี้แจง ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้
. เกิดสงครามระหว่างใครกับใคร
. เพราะเหตุใดค้างคาว จึงไม่เคยแพ้สงคราม
. ค้างคาว มีนิสัยอย่างไร
. สัตว์ต่าง ๆ ลงโทษค้างคาวอย่างไร
. นิทานเรื่องนี้ให้ข้อคิดอย่างไร
*****************************************
เรื่องโดย พิมพา ฤทธิรณ
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เกิดสงครามขึ้นระหว่างสัตว์ต่าง ๆ ซึ่งอยู่บนโลกนี้ต่างก็แตกแยกกันออกเป็นสองพวกใหญ่ ๆ เพื่อทำสงครามแย่งที่อยู่อาศัยกัน โดยพวกสัตว์สี่เท้าก็นับตั้งแต่หนูเล็ก ๆ จนถึงช้าง ซึ่งสัตว์จำพวกนี้มีลักษณะเหมือน ๆ กัน มีสี่เท้าและมีใบหูเหมือนกันได้รวมตัวกันทั้งหมด แล้วยกให้ราชสีห์เป็นหัวหน้าทำสงครามสัตว์
ส่วนอีกพวกหนึ่งเป็นสัตว์จำพวกมีปีก นับตั้งแต่แมลงมีปีกตัวเล็ก ๆ ไปจนถึงพญานกอินทรีย์ ได้รวมตัวกันจนหมดสิ้น แล้วยกให้นกอินทรีย์เป็นหัวหน้าทำสงครามสัตว์ สัตว์ทั้งสองฝ่ายเปิดฉากทำสงคราม ไล่กัดจิกตีกันดังลั่นไป
ทั้งป่า ไม่เว้นแต่ละวันสัตว์น้อยใหญ่ทั้งพวกมีหูและพวกมีปีกล้มตายเป็นอันมาก พลัดกันแพ้ พลัดกันชนะ
แต่มีสัตว์พวกหนึ่ง คือค้างคาวเป็นสัตว์โกหกพูดตลบตะแลง ไม่เคยยอมเป็นฝ่ายแพ้ใคร เมื่อฝ่ายใดชนะก็จะอ้างว่าตัวเองอยู่ฝ่ายนั้นอยู่เรื่อยไป เมื่อฝ่ายราชสีห์ชนะ ค้างคาวก็บอกว่าเป็นฝ่ายราชสีห์เพราะเรามีใบหูเหมือนกัน ค้างคาวก็ชนะด้วยไม่ยอมแพ้ เมื่อถึงคราวฝ่ายพญานกอินทรีย์เป็นฝ่ายชนะ ค้างคาวก็อ้างว่าเป็นพวกเดียวกันด้วยไม่ยอมแพ้เพราะมีปีกเหมือนกัน จึงไม่ยอมเป็นฝ่ายแพ้ ค้างคาวทำเช่นนี้มาตลอดไม่เคยแพ้สักทีเลย
หลายปีต่อมาสัตว์ต่าง ๆ เริ่มเหลือน้อยลง เนื่องจากการตายในสงครามสัตว์ จึงรวมกันเจรจากันขอสงบศึก เลิกทำสงครามกันให้หันหน้าเข้าหากัน ต่างคนต่างอยู่ แยกย้ายกันทำที่อยู่อาศัย พวกมีปีกก็อยู่กลางอากาศและบนต้นไม้สูง นกต่าง ๆ ให้ทำรังอยู่ ส่วนพวกมีหู เช่น ราชสีห์ให้อยู่ตามถ้ำ หนูให้ขุดรูอยู่ ส่วนค้างคาวอ้างว่าเราไม่ช่วยหนูขุดรูหรอก เราจะไปทำรังอยู่เหมือนนกเพราะเรามีปีก เมื่อนกขอร้องให้ช่วยทำรัง ค้างคาวก็อ้างว่าเราเป็นพวกหนู เพราะเรามีหูเราจะไปอยู่กับหนู ตกลงค้างคาวเลยไม่ได้ช่วยเพื่อนทำอะไรเลย สัตว์ต่าง ๆ ได้ประชุมกันว่าค้างคาวเป็นสัตว์พูดตลบตะแลงไม่มีความจริงใจกับฝ่ายใด จึงตัดสินลงโทษค้างคาว ให้ค้างคาวเวลานั่งก็ให้เอาหัวลง เวลานอนก็ให้เอาหัวขึ้น กินก็ให้เอาหัวลง ให้มองเห็นเฉพาะเวลากลางคืนและให้มีที่อยู่อาศัยที่เป็นมุมมืด ตั้งแต่นั้นมาค้างคาวจึงต้องเอาหัวลงพื้นเสมอ ๆ และออกหากินเฉพาะเวลากลางคืน กลางวันอาศัยอยู่ในที่มืด ๆ ตลอดมาตราบเท่าทุกวันนี้
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :
- การพูดกลับไปกลับมา ไม่มีความจริงใจกับใคร ย่อมอยู่อย่างไม่เป็นสุข และไม่มีใครอยากเป็นเพื่อนด้วย
- การเอาเปรียบผู้อื่นเสมอ ๆ เป็นสิ่งไม่ดี ทำให้ผู้อื่นรังเกียจได้
ที่มา: สำลี รักสุทธี. (๒๕๔๔). นิทานพื้นบ้านและตำนานการก่อตั้งจังหวัด.
กรุงเทพมหานคร: ธนรัชการพิมพ์.
คำถามประจำบท
คำชี้แจง ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้
. เกิดสงครามระหว่างใครกับใคร
. เพราะเหตุใดค้างคาว จึงไม่เคยแพ้สงคราม
. ค้างคาว มีนิสัยอย่างไร
. สัตว์ต่าง ๆ ลงโทษค้างคาวอย่างไร
. นิทานเรื่องนี้ให้ข้อคิดอย่างไร
*****************************************
สี่สหายเจ้าปัญญา
สี่สหายเจ้าปัญญา
เรื่องโดย พิมพา ฤทธิรณ
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีชายสี่คนเป็นเพื่อนรักกันมาก คนที่หนึ่งชื่อว่าเจ้าหัวล้าน ซึ่งมีหัวล้านมาก เมื่อหัวล้านเจอแดด นายหัวล้านจะร้อนมากจนทนแทบไม่ไหว คนที่สองชื่อเจ้าเหามาก มีเหาขึ้นเต็มหัว มีอาการคันมากไปที่ไหนก็ได้แต่เกาหัวอยู่เสมอ ๆ คนที่สามชื่อว่านายขี้มูกมาก ไปที่ไหนขี้มูกจะไหลไม่ขาด คนสุดท้าย ชื่อนายตาแฉะ ไปที่ไหนจะใช้มือไล่แมลงหวี่ออกจากตาเสมอ ๆ
อยู่มาวันหนึ่งทั้งสี่คนเดินมาพบกันกลางหมู่บ้าน ต่างคนต่างชี้หน้าด่ากันว่าคนนั้นไม่ดี คนนี้ก็ไม่ดี จึงเกิดการท้าทายกัน โดยได้ตกลงกันว่า ใครจะอดทนกว่ากัน คนหัวล้านก็ห้ามลูบหัว คนเหามากก็ห้ามเกาหัว คนขี้มูกไหลก็ห้ามเช็ดขี้มูกและคนตาแฉะก็ห้ามไล่แมลงหวีโดยเด็ดขาด
เช้าวันรุ่งขึ้นทั้งสี่คนก็มาตามนัดกลางหมู่บ้าน แล้วพากันพายเรือไปกลางแม่น้ำให้ถูกแดดร้อนจัด เจ้าหัวล้านร้อนจนเหงื่อออกเต็มหัวล้านก็ทนเอากลั้วจะแพ้เพื่อน ๆ เจ้าเหามากทั้งร้อนทั้งคัน ก็ไม่กล้าเกาหัวอดทนเอาไว้
เจ้าขี้มูกไหลยาวออกมาก็สูดกลับคืนไม่กล้าเช็ค ส่วนเจ้าตาแฉะทั้งร้อนและมีแมลงหวี่บินมาตอมลูกตาก็ต้องทนเอากลัวจะแพ้เพื่อน ๆ เช่นกัน
ทั้งสี่คนยิ่งอยู่บนเรือนานก็ยิ่งร้อน ทุกคนต่างก็ทรมานใจเหลือเกินได้แต่นิ่งอดทนไม่กล้าทำตามใจต้องการได้
เจ้าหัวล้านทนไม่ไหวจึงออกอุบายตะโกนบอกเพื่อน ๆ ว่า เฮ้ย ๆ เมื่อวานนี้ข้าได้มาพบช้างตัวหนึ่งมันใช้งวงจุ่มน้ำแล้วพ่นใส่หัวมันอย่างนี้ ว่าแล้วเจ้าหัวล้านก็ทำท่าเอามือวิดน้ำมาใส่หัวล้านตนเอง จึงเย็นลงได้สำเร็จ ฝ่ายเจ้าเหามากก็ทนไม่ไหวเห็นเจ้าหัวล้านใช้ปัญญาเอาตัวรอดไปได้ จึงตะโกนสนับสนุนว่า ใช่แล้วเมื่อวานข้าก็เห็นกวางมันก็ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ เขามันยาว ๆ อย่างนี้ พร้อมทำท่ายกมือมาทำเขากวางพลางใช้นิ้วเกาหัวตัวเองจึงหายคัน ฝ่ายเจ้าขี้มูกมากเห็นดังนั้น จึงพูดขึ้นเช่นกันว่า ใช่แล้วเมื่อวานนี้ข้าก็ได้เอาธนูมายิงกวางด้วย ว่าแล้วก็ยกมือขึ้นทำท่ายิงธนูออกไป โดยใช้หลังมือเช็คขี้มูกออกจนได้ กล่าวถึงเจ้าตาแฉะซึ่งนั่งอยู่ท้ายเรือมีแมลงหวี่ตอมขี้ตาเต็มไปหมดก็ทนไม่ไหวเหมือนกัน เห็นเพื่อน ๆ ทั้งสามใช้ปัญญาอย่างนั้น จึงยกมือทั้งสองขึ้นไล่แมลงหวี่ พร้อมกับพูดขึ้นว่า เรื่องทั้งหมดที่พวกเอ็งเล่ามาแล้วนั้น กูไม่เชื่อ กูไม่เชื่อ พลางใช้มือไล่แมลงหวี่ไปจนหมด
ผลปรากฏว่าไม่มีใครแพ้ ใครชนะทุกคนเสมอกัน ต่างก็แยกย้ายกันกลับบ้านไม่กล้ามาท้าทายกันอีกเลย
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :
การรู้จักคิดหาวิธีแก้ไขปัญหาอย่างแยบยลก็จะสามารถเอาตัวรอดได้
อย่างไม่เสียเชิง..
ที่มา: โสฬส แสงศรี. (ม.ป.ป.)นิทาน ๕ นาที. กรุงเทพฯ:
สำนักพิมพ์นานาบุ๊ค.
คำถามประจำบท
คำชี้แจง ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้
. ตัวละครในเรื่องใช้สติปัญญาแก้ปัญหา อย่างไร
. นักเรียนมีความรู้สึกอย่างไร เมื่ออ่านนิทานเรื่องนี้แล้ว
. นิทานเรื่องนี้ให้ข้อคิดอย่างไร
**************************************
เรื่องโดย พิมพา ฤทธิรณ
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีชายสี่คนเป็นเพื่อนรักกันมาก คนที่หนึ่งชื่อว่าเจ้าหัวล้าน ซึ่งมีหัวล้านมาก เมื่อหัวล้านเจอแดด นายหัวล้านจะร้อนมากจนทนแทบไม่ไหว คนที่สองชื่อเจ้าเหามาก มีเหาขึ้นเต็มหัว มีอาการคันมากไปที่ไหนก็ได้แต่เกาหัวอยู่เสมอ ๆ คนที่สามชื่อว่านายขี้มูกมาก ไปที่ไหนขี้มูกจะไหลไม่ขาด คนสุดท้าย ชื่อนายตาแฉะ ไปที่ไหนจะใช้มือไล่แมลงหวี่ออกจากตาเสมอ ๆ
อยู่มาวันหนึ่งทั้งสี่คนเดินมาพบกันกลางหมู่บ้าน ต่างคนต่างชี้หน้าด่ากันว่าคนนั้นไม่ดี คนนี้ก็ไม่ดี จึงเกิดการท้าทายกัน โดยได้ตกลงกันว่า ใครจะอดทนกว่ากัน คนหัวล้านก็ห้ามลูบหัว คนเหามากก็ห้ามเกาหัว คนขี้มูกไหลก็ห้ามเช็ดขี้มูกและคนตาแฉะก็ห้ามไล่แมลงหวีโดยเด็ดขาด
เช้าวันรุ่งขึ้นทั้งสี่คนก็มาตามนัดกลางหมู่บ้าน แล้วพากันพายเรือไปกลางแม่น้ำให้ถูกแดดร้อนจัด เจ้าหัวล้านร้อนจนเหงื่อออกเต็มหัวล้านก็ทนเอากลั้วจะแพ้เพื่อน ๆ เจ้าเหามากทั้งร้อนทั้งคัน ก็ไม่กล้าเกาหัวอดทนเอาไว้
เจ้าขี้มูกไหลยาวออกมาก็สูดกลับคืนไม่กล้าเช็ค ส่วนเจ้าตาแฉะทั้งร้อนและมีแมลงหวี่บินมาตอมลูกตาก็ต้องทนเอากลัวจะแพ้เพื่อน ๆ เช่นกัน
ทั้งสี่คนยิ่งอยู่บนเรือนานก็ยิ่งร้อน ทุกคนต่างก็ทรมานใจเหลือเกินได้แต่นิ่งอดทนไม่กล้าทำตามใจต้องการได้
เจ้าหัวล้านทนไม่ไหวจึงออกอุบายตะโกนบอกเพื่อน ๆ ว่า เฮ้ย ๆ เมื่อวานนี้ข้าได้มาพบช้างตัวหนึ่งมันใช้งวงจุ่มน้ำแล้วพ่นใส่หัวมันอย่างนี้ ว่าแล้วเจ้าหัวล้านก็ทำท่าเอามือวิดน้ำมาใส่หัวล้านตนเอง จึงเย็นลงได้สำเร็จ ฝ่ายเจ้าเหามากก็ทนไม่ไหวเห็นเจ้าหัวล้านใช้ปัญญาเอาตัวรอดไปได้ จึงตะโกนสนับสนุนว่า ใช่แล้วเมื่อวานข้าก็เห็นกวางมันก็ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ เขามันยาว ๆ อย่างนี้ พร้อมทำท่ายกมือมาทำเขากวางพลางใช้นิ้วเกาหัวตัวเองจึงหายคัน ฝ่ายเจ้าขี้มูกมากเห็นดังนั้น จึงพูดขึ้นเช่นกันว่า ใช่แล้วเมื่อวานนี้ข้าก็ได้เอาธนูมายิงกวางด้วย ว่าแล้วก็ยกมือขึ้นทำท่ายิงธนูออกไป โดยใช้หลังมือเช็คขี้มูกออกจนได้ กล่าวถึงเจ้าตาแฉะซึ่งนั่งอยู่ท้ายเรือมีแมลงหวี่ตอมขี้ตาเต็มไปหมดก็ทนไม่ไหวเหมือนกัน เห็นเพื่อน ๆ ทั้งสามใช้ปัญญาอย่างนั้น จึงยกมือทั้งสองขึ้นไล่แมลงหวี่ พร้อมกับพูดขึ้นว่า เรื่องทั้งหมดที่พวกเอ็งเล่ามาแล้วนั้น กูไม่เชื่อ กูไม่เชื่อ พลางใช้มือไล่แมลงหวี่ไปจนหมด
ผลปรากฏว่าไม่มีใครแพ้ ใครชนะทุกคนเสมอกัน ต่างก็แยกย้ายกันกลับบ้านไม่กล้ามาท้าทายกันอีกเลย
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :
การรู้จักคิดหาวิธีแก้ไขปัญหาอย่างแยบยลก็จะสามารถเอาตัวรอดได้
อย่างไม่เสียเชิง..
ที่มา: โสฬส แสงศรี. (ม.ป.ป.)นิทาน ๕ นาที. กรุงเทพฯ:
สำนักพิมพ์นานาบุ๊ค.
คำถามประจำบท
คำชี้แจง ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้
. ตัวละครในเรื่องใช้สติปัญญาแก้ปัญหา อย่างไร
. นักเรียนมีความรู้สึกอย่างไร เมื่ออ่านนิทานเรื่องนี้แล้ว
. นิทานเรื่องนี้ให้ข้อคิดอย่างไร
**************************************
ปุแสนฉลาด
ปูแสนฉลาด
เรื่องโดยพิมพา ฤทธิรณ
ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหนองน้ำแห่งหนึ่งอุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วย ปู ปลา นานาชนิดต่างแวกว่ายไปมาหากินกันในหนองน้ำแห่งนี้เรื่อยมา
อยู่มาวันหนึ่งนกกระสาตัวหนึ่งบินผ่านมาเห็นฝูงปลามากมาย จึงคิดอยากกินปู ปลาเหล่านี้ นกกระสาจึงบินวนกลับมายังหนองน้ำอีกครั้งหนึ่งด้วยความหิว บินร่อนลงจับบนขอนไม้กลางหนองน้ำท่ามกลาง ฝูง ปู ปลา มากมาย ฝูงปลาต่างตกใจ แวกว่ายกระโดดหนีกันวุ่นวาย เมื่อเห็นเงานกกระสาสีขาวตัวใหญ่ ปากแหลมคมจ้องมองอยู่บนขอนไม้ ฝ่ายเจ้านกกระสาต้องใช้ความพยายามทนตากแดดทั้งวัน ทำท่าหงอยเหงาซึมเศร้า จนตะวันบ่ายก็ไม่ยอมหนีไปไหนทำให้ฝูง ปู ปลาแปลกใจมาก ปลาซิวเล็ก ๆ ตัวหนึ่งตะโกนด่า “เจ้านกกระสาขี้ขลาดแน่จริงเจ้าจงลงมาต่อสู้กับข้าซิ”
นกกระสาโกรธมากแต่ก็ต้องทนไม่ตอบโต้แต่อย่างใด ได้แต่นั่งซึมเศร้าอยู่บนขอนไม้ต่อไปจนแม่ปลาซิวมาพบเข้า จึงถามว่า ทำไมเจ้ามานั่งซึมอยู่บนขอนไม้ไม่ยอมไหนทั้งวันเลย นกกระสาได้โอกาสจึงตอบแม่ปลา “ว่าเมื่อเช้านี้เองข้าบินผ่านหมู่บ้านมาได้ยินคนพูดกันว่าพรุ่งนี้จะพากันมาจับปลาในหนองน้ำนี้ให้หมดเลยก็สงสารพวกเจ้ามาก จึงมานั่งซึมเศร้าอยู่ที่นี้แหละ”แม่ปลาไม่เชื่อ เพราะเรากับนกเป็นศัตรูกันมาก่อน นกกระสาบอกว่าเราอยากจะพาพวกเจ้าไปอยู่หนองน้ำแห่งใหม่ซึ่งปลอดภัยกว่านี้ โดยจะคาบพวกเจ้าบินไปทีละตัวหากไม่เชื่อข้าจะพาลูกเจ้าไปดูกันก่อนก็ได้ นกกระสาทำทีพาลูกปลาบินไปดูหนองน้ำแห่งใหม่แล้วก็บินกลับมาส่งให้แม่ปลาคืน
แม่ปลาเห็นดังนั้นก็หลงเชื่อเที่ยวบอกกับปลาทั้งหลายมาให้นกกระสาคาบหนีไปทีละตัว ครั้งนี้นกกระสาบินมาถึงกลางทางก็กินปลาทีละตัว ๆ ทิ้งก้างลงข้างทางจนปลาในหนองน้ำเลยน้อยเต็มที
ปูน้อยตัวหนึ่งบอกพ่อปูแม่ปูว่าให้ลูกไปพูดกับนกกระสาก่อนพ่อกับแม่อย่าเพิ่งไปเลย นกกระสากินปลาจนอิ่มแล้ว เห็นปูน้อยคลานมาหานึกในใจว่าดีเหมือนกันกินปลาจนเบื่อแล้ววันนี้จะกินปูดูบ้าง ลูกปูบอกนกกระสาว่าถ้านกกระสาคาบกระดองข้ามันจะลื่นหากบินอยู่กลางอากาศ ข้ากลัวจะตกลงมาตาย ถ้านกกระสาจะช่วยข้าจริง ๆ แล้วขอให้ข้าหนีบคอเจ้าไปจะดีกว่า ด้วยความได้ใจที่เคยได้กินปลามามากแล้วไม่มีเหลือสักตัว นกกระสาจึงให้ลูกปูหนีบคอแล้วบินขึ้นฟ้าไป ลูกปูมองเห็นก้างปลาอยู่ตามข้างทางมากมายจึงรู้ความจริงแล้วบอกกับนกกระสาว่า เจ้าช่างมีกำลังเหลือเกินข้าอยากให้เจ้ากลับไปเอาพ่อกับแม่ข้ามาพร้อมกันเลย ก่อนที่ชาวบ้านจะมาจับพ่อกับแม่ข้าไปกินก่อน นกกระสาหลงเชื่อพาลูกปูบินกลับมาหนองน้ำเพื่อหาพ่อแม่ พออยู่กลางหนองน้ำลูกปูก็รวบรวมพลังใช้ก้ามปูหนีบคอนกกระสาจนขาดใจตาย ตกลงมากลางหนองน้ำ
ลูกปูบอกเรื่องราวต่าง ๆ ให้พ่อกับแม่ฟัง ทำให้ปู ปลา สัตว์น้ำในหนองน้ำแห่งนั้นอยู่ที่เดิมอย่างมีความสุขตลอดไป
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
. ไม่ควรหลงเชื่อสิ่งใดง่าย ๆ โดยไม่ใช้สติปัญญาคิดหาเหตุผลให้รอบคอบเสียก่อน
. การรู้จักคิดหาทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เมื่อถึงคราวคับขันย่อมสามารถเอาตัวรอดได้
. การคิดรอบคอบและหาทางป้องกันไว้ก่อน จะได้เปรียบกว่าการตั้งรับฝ่ายเดียว
ที่มา: ดร.กุสุมา รักษมณี. (๒๕๓๘). นิทานวานบอก. พิมพ์ครั้งที่ ๒.
กรุงเทพมหานคร : บริษัทพับลิคบิสเนสพรินท์.
คำถามประจำบท
คำชี้แจง ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้
. เพราะเหตุใด นกกระสาจึงมีท่าทางซึมเศร้า
. ลูกปูใช้อุบายหลอดนกกระสาให้บินกลับมาที่หนองน้ำอีกครั้ง อย่างไร
. นกกระสาดกหกสัตว์น้ำ ว่าอย่างไร
. ทำไมนกกระสา จึงถูกลูกปูหนีบคอจนขาดใจตาย
. นิทานเรื่องนี้ให้ข้อคิดอย่างไร
*************************
เรื่องโดยพิมพา ฤทธิรณ
ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหนองน้ำแห่งหนึ่งอุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วย ปู ปลา นานาชนิดต่างแวกว่ายไปมาหากินกันในหนองน้ำแห่งนี้เรื่อยมา
อยู่มาวันหนึ่งนกกระสาตัวหนึ่งบินผ่านมาเห็นฝูงปลามากมาย จึงคิดอยากกินปู ปลาเหล่านี้ นกกระสาจึงบินวนกลับมายังหนองน้ำอีกครั้งหนึ่งด้วยความหิว บินร่อนลงจับบนขอนไม้กลางหนองน้ำท่ามกลาง ฝูง ปู ปลา มากมาย ฝูงปลาต่างตกใจ แวกว่ายกระโดดหนีกันวุ่นวาย เมื่อเห็นเงานกกระสาสีขาวตัวใหญ่ ปากแหลมคมจ้องมองอยู่บนขอนไม้ ฝ่ายเจ้านกกระสาต้องใช้ความพยายามทนตากแดดทั้งวัน ทำท่าหงอยเหงาซึมเศร้า จนตะวันบ่ายก็ไม่ยอมหนีไปไหนทำให้ฝูง ปู ปลาแปลกใจมาก ปลาซิวเล็ก ๆ ตัวหนึ่งตะโกนด่า “เจ้านกกระสาขี้ขลาดแน่จริงเจ้าจงลงมาต่อสู้กับข้าซิ”
นกกระสาโกรธมากแต่ก็ต้องทนไม่ตอบโต้แต่อย่างใด ได้แต่นั่งซึมเศร้าอยู่บนขอนไม้ต่อไปจนแม่ปลาซิวมาพบเข้า จึงถามว่า ทำไมเจ้ามานั่งซึมอยู่บนขอนไม้ไม่ยอมไหนทั้งวันเลย นกกระสาได้โอกาสจึงตอบแม่ปลา “ว่าเมื่อเช้านี้เองข้าบินผ่านหมู่บ้านมาได้ยินคนพูดกันว่าพรุ่งนี้จะพากันมาจับปลาในหนองน้ำนี้ให้หมดเลยก็สงสารพวกเจ้ามาก จึงมานั่งซึมเศร้าอยู่ที่นี้แหละ”แม่ปลาไม่เชื่อ เพราะเรากับนกเป็นศัตรูกันมาก่อน นกกระสาบอกว่าเราอยากจะพาพวกเจ้าไปอยู่หนองน้ำแห่งใหม่ซึ่งปลอดภัยกว่านี้ โดยจะคาบพวกเจ้าบินไปทีละตัวหากไม่เชื่อข้าจะพาลูกเจ้าไปดูกันก่อนก็ได้ นกกระสาทำทีพาลูกปลาบินไปดูหนองน้ำแห่งใหม่แล้วก็บินกลับมาส่งให้แม่ปลาคืน
แม่ปลาเห็นดังนั้นก็หลงเชื่อเที่ยวบอกกับปลาทั้งหลายมาให้นกกระสาคาบหนีไปทีละตัว ครั้งนี้นกกระสาบินมาถึงกลางทางก็กินปลาทีละตัว ๆ ทิ้งก้างลงข้างทางจนปลาในหนองน้ำเลยน้อยเต็มที
ปูน้อยตัวหนึ่งบอกพ่อปูแม่ปูว่าให้ลูกไปพูดกับนกกระสาก่อนพ่อกับแม่อย่าเพิ่งไปเลย นกกระสากินปลาจนอิ่มแล้ว เห็นปูน้อยคลานมาหานึกในใจว่าดีเหมือนกันกินปลาจนเบื่อแล้ววันนี้จะกินปูดูบ้าง ลูกปูบอกนกกระสาว่าถ้านกกระสาคาบกระดองข้ามันจะลื่นหากบินอยู่กลางอากาศ ข้ากลัวจะตกลงมาตาย ถ้านกกระสาจะช่วยข้าจริง ๆ แล้วขอให้ข้าหนีบคอเจ้าไปจะดีกว่า ด้วยความได้ใจที่เคยได้กินปลามามากแล้วไม่มีเหลือสักตัว นกกระสาจึงให้ลูกปูหนีบคอแล้วบินขึ้นฟ้าไป ลูกปูมองเห็นก้างปลาอยู่ตามข้างทางมากมายจึงรู้ความจริงแล้วบอกกับนกกระสาว่า เจ้าช่างมีกำลังเหลือเกินข้าอยากให้เจ้ากลับไปเอาพ่อกับแม่ข้ามาพร้อมกันเลย ก่อนที่ชาวบ้านจะมาจับพ่อกับแม่ข้าไปกินก่อน นกกระสาหลงเชื่อพาลูกปูบินกลับมาหนองน้ำเพื่อหาพ่อแม่ พออยู่กลางหนองน้ำลูกปูก็รวบรวมพลังใช้ก้ามปูหนีบคอนกกระสาจนขาดใจตาย ตกลงมากลางหนองน้ำ
ลูกปูบอกเรื่องราวต่าง ๆ ให้พ่อกับแม่ฟัง ทำให้ปู ปลา สัตว์น้ำในหนองน้ำแห่งนั้นอยู่ที่เดิมอย่างมีความสุขตลอดไป
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
. ไม่ควรหลงเชื่อสิ่งใดง่าย ๆ โดยไม่ใช้สติปัญญาคิดหาเหตุผลให้รอบคอบเสียก่อน
. การรู้จักคิดหาทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เมื่อถึงคราวคับขันย่อมสามารถเอาตัวรอดได้
. การคิดรอบคอบและหาทางป้องกันไว้ก่อน จะได้เปรียบกว่าการตั้งรับฝ่ายเดียว
ที่มา: ดร.กุสุมา รักษมณี. (๒๕๓๘). นิทานวานบอก. พิมพ์ครั้งที่ ๒.
กรุงเทพมหานคร : บริษัทพับลิคบิสเนสพรินท์.
คำถามประจำบท
คำชี้แจง ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้
. เพราะเหตุใด นกกระสาจึงมีท่าทางซึมเศร้า
. ลูกปูใช้อุบายหลอดนกกระสาให้บินกลับมาที่หนองน้ำอีกครั้ง อย่างไร
. นกกระสาดกหกสัตว์น้ำ ว่าอย่างไร
. ทำไมนกกระสา จึงถูกลูกปูหนีบคอจนขาดใจตาย
. นิทานเรื่องนี้ให้ข้อคิดอย่างไร
*************************
เรียนนิทานสำราญใจ
เรียนนิทานสำราญใจ
กระต่ายเจ้าปัญญา
เรื่องโดย พิมพา ฤทธิรณ
ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ป่ากว้างใหญ่แห่งหนึ่งเป็นที่อาศัยของสัตว์นานาชนิด ซึ่งอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขมาช้านาน
จนวันหนึ่งสัตว์ป่าต่าง ๆ เกิดความทุกข์ใจเป็นอย่างมากที่รู้ว่าอันตรายจะมาถึงตน เนื่องมาจากราชสีห์เจ้าป่าตัวหนึ่งได้ออกอาละวาดไล่จับสัตว์อื่นกินโดยไม่เลือกหน้า ด้วยความโหดร้ายไม่เว้นแม้แต่มดตัวเล็ก ๆ ใครขวางทางราชสีห์ฆ่ากินหมด จนทำให้จำนวนสัตว์ในป่านั้นลดน้อยทุกวันและเหลือน้อยเต็มที สัตว์ทั้งหลายที่เหลืออยู่รวมกับเจ้ากระต่ายตัวหนึ่ง ได้ตกลงกันในที่ประชุมว่าไม่ควรให้ราชสีห์ตัวนี้เที่ยวจับกินสัตว์ตามอำเภอใจ กระต่ายรับอาสาวิ่งไปบอกกับราชสีห์ว่าต่อไปนี้ “ ราชสีห์ไม่ต้องออกไปหากินให้ลำบาก พวกข้าจะจัดเวรกันมาเป็นอาหารให้กับท่านทุก ๆ เช้าและทุก ๆ วัน ” ราชสีห์ได้ฟังก็หลงเชื่อนึกดีใจดีเหมือนกัน ข้าจะรอพวกเจ้าจนถึงเช้าโดยไม่ออกไปทำร้ายสัตว์อื่น ๆ อีกต่อไป
เจ้ากระต่ายวิ่งกลับมาบอกเพื่อน ๆ สัตว์ด้วยความดีใจ สัตว์น้อยใหญ่ต่างก็รอดตายและนอนตาหลับในคืนนั้นตลอดคืนโดยไม่มีใครมารังแก
เช้าวันรุ่งขึ้นเป็นวันที่กระต่ายนัดกับราชสีห์ไว้ว่าจะไปให้ราชสีห์กินเป็นอาหาร ราชสีห์คอยอยู่ตั้งแต่เช้าตรู่ด้วยความหิวกระหายเป็นที่สุด ส่วนกระต่ายค่อย ๆ เดินไปอย่างช้า ๆ ถ่วงเวลาให้สายจนเลยเที่ยงให้ราชสีห์หิวจัดและโกธรมาก ๆ
เมื่อมาถึงราชสีห์ตะคอกถามกระต่ายว่า “ ทำไมเจ้ามาช้านัก ” กระต่ายตอบราชสีห์โดยใช้ปัญญา “ว่าข้าพยายามจะมาให้ท่านกินตั้งแต่เช้านั่นแหละ แต่ในขณะที่ข้าเดินทางมาข้าพบกับราชสีห์อีกตัวหนึ่ง มันจะกินข้าเช่นกันข้าบอกว่าไม่ได้หรอก ข้าต้องมาของอนุญาตท่านก่อนและมันยังฝากมาท้าท้ายท่านว่าให้ไปประลองกำลังกันว่า ใครจะได้เป็นเจ้าป่า ” ด้วยความโกรธราชสีห์จึงหลงเชื่อให้เจ้ากระต่ายพาไปพบผู้ท้าทาย
กระต่ายพาราชสีห์ไปยังหน้าผาสูงชันข้างล่างมีน้ำใส ราชสีห์ถามกระต่ายว่า“ ไหนล่ะมันอยู่ไหน” กระต่ายให้ราชสีห์มองลงไปในน้ำ ราชสีห์เห็นเงาราชสีห์อันใหญ่โตก็โกรธแค้นเป็นที่สุด กระโจนลงไปในน้ำหมายจะฆ่าผู้ท้าทายนั้นให้ตาย และทั้งคู่ก็จมหายไปกับกระแสน้ำในพริบตา
กระต่ายดีใจมากกระโดดโลดเต้นกลับไปบอกเพื่อน ๆ พวกเรารอดตายแล้ว
นิทานเรื่องนี้ ให้คติเตือนใจว่า
1. ความโกรธทำให้เราขาดสติ ขาดความยั้งคิด เหมือนคนตาบอด
2. อย่าหลงเงาตัวเอง หลงอำนาจ สักวันภัยจะมาถึงตัว
3. ผู้มีปัญญาย่อมแก้ไขปัญหาพาให้สังคมอยู่อย่างสงบสุขได้
ที่มา: ดร.กุสุมา รักษมณี. (๒๕๓๘). นิทานวานบอก. พิมพ์ครั้งที่ ๒.
กรุงเทพมหานคร : บริษัทพับลิคบิสเนสพรินท์.
คำถามประจำบท
คำชี้แจง ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้
. เจ้าป่าหมายถึงใคร
. เจ้าป่ามีหน้าที่ อย่างไร
. ใครเป็นผู้ฆ่าราชสีห์ได้สำเร็จ
. ราชสีห์ตาย เพราะเหตุใด
. นิทานเรื่องนี้ให้ข้อคิดอย่างไร
กระต่ายเจ้าปัญญา
เรื่องโดย พิมพา ฤทธิรณ
ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ป่ากว้างใหญ่แห่งหนึ่งเป็นที่อาศัยของสัตว์นานาชนิด ซึ่งอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขมาช้านาน
จนวันหนึ่งสัตว์ป่าต่าง ๆ เกิดความทุกข์ใจเป็นอย่างมากที่รู้ว่าอันตรายจะมาถึงตน เนื่องมาจากราชสีห์เจ้าป่าตัวหนึ่งได้ออกอาละวาดไล่จับสัตว์อื่นกินโดยไม่เลือกหน้า ด้วยความโหดร้ายไม่เว้นแม้แต่มดตัวเล็ก ๆ ใครขวางทางราชสีห์ฆ่ากินหมด จนทำให้จำนวนสัตว์ในป่านั้นลดน้อยทุกวันและเหลือน้อยเต็มที สัตว์ทั้งหลายที่เหลืออยู่รวมกับเจ้ากระต่ายตัวหนึ่ง ได้ตกลงกันในที่ประชุมว่าไม่ควรให้ราชสีห์ตัวนี้เที่ยวจับกินสัตว์ตามอำเภอใจ กระต่ายรับอาสาวิ่งไปบอกกับราชสีห์ว่าต่อไปนี้ “ ราชสีห์ไม่ต้องออกไปหากินให้ลำบาก พวกข้าจะจัดเวรกันมาเป็นอาหารให้กับท่านทุก ๆ เช้าและทุก ๆ วัน ” ราชสีห์ได้ฟังก็หลงเชื่อนึกดีใจดีเหมือนกัน ข้าจะรอพวกเจ้าจนถึงเช้าโดยไม่ออกไปทำร้ายสัตว์อื่น ๆ อีกต่อไป
เจ้ากระต่ายวิ่งกลับมาบอกเพื่อน ๆ สัตว์ด้วยความดีใจ สัตว์น้อยใหญ่ต่างก็รอดตายและนอนตาหลับในคืนนั้นตลอดคืนโดยไม่มีใครมารังแก
เช้าวันรุ่งขึ้นเป็นวันที่กระต่ายนัดกับราชสีห์ไว้ว่าจะไปให้ราชสีห์กินเป็นอาหาร ราชสีห์คอยอยู่ตั้งแต่เช้าตรู่ด้วยความหิวกระหายเป็นที่สุด ส่วนกระต่ายค่อย ๆ เดินไปอย่างช้า ๆ ถ่วงเวลาให้สายจนเลยเที่ยงให้ราชสีห์หิวจัดและโกธรมาก ๆ
เมื่อมาถึงราชสีห์ตะคอกถามกระต่ายว่า “ ทำไมเจ้ามาช้านัก ” กระต่ายตอบราชสีห์โดยใช้ปัญญา “ว่าข้าพยายามจะมาให้ท่านกินตั้งแต่เช้านั่นแหละ แต่ในขณะที่ข้าเดินทางมาข้าพบกับราชสีห์อีกตัวหนึ่ง มันจะกินข้าเช่นกันข้าบอกว่าไม่ได้หรอก ข้าต้องมาของอนุญาตท่านก่อนและมันยังฝากมาท้าท้ายท่านว่าให้ไปประลองกำลังกันว่า ใครจะได้เป็นเจ้าป่า ” ด้วยความโกรธราชสีห์จึงหลงเชื่อให้เจ้ากระต่ายพาไปพบผู้ท้าทาย
กระต่ายพาราชสีห์ไปยังหน้าผาสูงชันข้างล่างมีน้ำใส ราชสีห์ถามกระต่ายว่า“ ไหนล่ะมันอยู่ไหน” กระต่ายให้ราชสีห์มองลงไปในน้ำ ราชสีห์เห็นเงาราชสีห์อันใหญ่โตก็โกรธแค้นเป็นที่สุด กระโจนลงไปในน้ำหมายจะฆ่าผู้ท้าทายนั้นให้ตาย และทั้งคู่ก็จมหายไปกับกระแสน้ำในพริบตา
กระต่ายดีใจมากกระโดดโลดเต้นกลับไปบอกเพื่อน ๆ พวกเรารอดตายแล้ว
นิทานเรื่องนี้ ให้คติเตือนใจว่า
1. ความโกรธทำให้เราขาดสติ ขาดความยั้งคิด เหมือนคนตาบอด
2. อย่าหลงเงาตัวเอง หลงอำนาจ สักวันภัยจะมาถึงตัว
3. ผู้มีปัญญาย่อมแก้ไขปัญหาพาให้สังคมอยู่อย่างสงบสุขได้
ที่มา: ดร.กุสุมา รักษมณี. (๒๕๓๘). นิทานวานบอก. พิมพ์ครั้งที่ ๒.
กรุงเทพมหานคร : บริษัทพับลิคบิสเนสพรินท์.
คำถามประจำบท
คำชี้แจง ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้
. เจ้าป่าหมายถึงใคร
. เจ้าป่ามีหน้าที่ อย่างไร
. ใครเป็นผู้ฆ่าราชสีห์ได้สำเร็จ
. ราชสีห์ตาย เพราะเหตุใด
. นิทานเรื่องนี้ให้ข้อคิดอย่างไร
ศึกษารามเกียรคิ์
บทที่ ๕
เรื่องศึกษารามเกียรติ์ ตอนสุครีพหักฉัตร
พระนารายณ์ได้อวตารลงมาเป็นพระราม โอรสของท้าวทศรถ มีพระอนุชาชื่อพระลักษณ์ พระพรตและสัตรุด เมื่อพระรามเจริญวัยขึ้นได้อภิเษกกับนางสีดา ส่วนท้าวทศรถทรงชราภาพมากแล้ว จึงคิดจะทำพิธีมอบราชสมบัติให้พระรามครองกรุงอโยธยาแทนตน แต่ยังไม่ทันที่พระองค์จะได้ทำพิธียกราชสมบัติ นางไกยเกษีซึ่งเป็นพระมเหสีองค์หนึ่งของท้าวทศรถ ได้ทูลขอให้พระพรตซึ่งเป็นโอรสของตนได้ขึ้นครองเมืองก่อน และให้พระรามออกผนวชเดินป่าเป็นเวลา ๑๔ ปี ท้าวทศรถต้องจำพระทัยยอมทำตามคำขอของนางไกยเกษี เพราะพระองค์เคยให้สัญญาว่า นางขอสิ่งใดก็จะให้ตามคำขอ เพื่อทดแทนที่นางเคยช่วยพระองค์เมื่อครั้งรบกับยักษ์ ปทูตทันต์เพลารถขาด นางไกยเกษีใช้แขนสอดต่างเพลารถ ทำให้ท้าวทศรถรบชนะยักษ์ เมื่อพระรามออกผนวชและเดินป่านางสีดาและพระลักษณ์ขอตามเสด็จไปด้วย ครั้งนั้นนางสำมนักขาน้องสาวของทศกัณฐ์มาพบพระรามก็หลงรัก แต่พระรามปฏิเสธนางสำมนักขาโกรธจึงคิดแก้แค้น และไปทูลให้ทศกัณฐ์ทราบถึงความงามของนางสีดา ทศกัณฐ์จึงให้มารีศแปลงกายเป็นกวางทอง มาลวงนางสีดาและพระราม เมื่อพระรามตามกวางทองไปในป่า ทศกัณฐ์จึงลักพานางสีดาไปไว้ในสวนที่กรุงลงกา พระรามออกตามหานางสีดาได้หนุมาน สุครีพและองคตเป็นทหารเอก มีลิงจากเมืองขีดขินและเมื่องท้าวมหาชมพูเป็นกองทัพ ครั้งนั้นหนุมานใช้หินถมทะเลทำทางให้กองทัพข้ามไปยังเมืองกรุงลงกา เมื่อกองทัพของพระรามไปถึง กรุงลงกาได้ตั้งพลับพลาที่นอกเมือง พระรามให้องคตถือพระราชสาส์นไปถึงทศกัณฐ์ เพื่อขอนางสีดากลับคืน แต่ทศกัณฐ์ไม่ยอมและสั่งให้เสนาเข้าจับองคต องคตจึงฆ่าเสนายักษ์ตายไป ๔ ตน ทำให้ทศกัณฐ์โกรธแค้นและอับอายมาก นึกขึ้นมาครั้งใดก็ยิ่งโกรธเหมือนหัวใจถูกเผาไหม้ด้วยไฟบรรลัยกัลป์ จึงคิดที่จะนำฉัตรของท้าวจตุรพักตร์(ปู่ของทศกัณฐ์) มาใช้เพื่อการแก้แค้นพระราม
เมื่อปักขึ้นจะทำให้ท้องฟ้าฝ่ายศัตรูมืดมิดมองไม่เห็นฝ่ายตน แต่ฝ่ายของทศกัณฐ์สามารถมองเห็นได้ จากนั้นจะได้ให้ทหารยักษ์เข้าโจมตีทัพของพระรามภายหลัง คิดดังนั้นจึงสั่งให้เสนายักษ์ทำพิธีปักฉัตรของท้าวจตุรพักตร์ โดยจัดพิธีบูชาฉัตรด้วยเครื่องบูชาอันมีอาหารประเภทเนื้อ ปลา เป็นต้นพร้อมด้วยเทียนเงิน เทียนทอง ข้าวตอกดอกไม้ เมื่อได้กำหนดเวลาอันเหมาะสม บรรดายักษก็โห่ร้องทำพิธียกฉัตรขึ้นไว้กลางกรุงลงกา ทันใดนั้นท้องฟ้าก็มืดมิดเหมือนเวลากลางคืน
เมื่อเสร็จพิธียกฉัตรแล้ว ทศกัณฐ์ก็ออกจากพิธี เข้าอาบน้ำชำระร่างกายซึ่งปรุงแต่งด้วยเครื่องหอมดอกไม้นานาชนิด เสร็จแล้วแต่งกายด้วยเครื่องทรงอันประกอบด้วยผ้านุ่งที่มีชายผ้าทอด้วยเส้นทอง ตัวเสื้อทำด้วยผ้าพื้นประดับทองเป็นรูปดอกไม้ ผ้าห้อยประดับหน้า เรียกว่าชายไหว ชายแครงประดับด้วยทองคาดเอว ด้วยผ้าที่งดงามยิ่งนัก เครื่องประดับตรงหน้าอกและสายสร้อยล้วนแวววาวด้วยเพชรนิลจินดา สวมมงกุฏแก้วทัดดอกกรรเจียก มีอาวุธครบมือทั้งยี่สิบมือ
แต่งกายเสร็จแล้วก็ชวนนางมณโฑออกไปดูความอัศจรรย์ที่เกิดขึ้น เหล่านางสนมทั้งหลายก็ตามมาด้วย ทศกัณฐ์และเหล่านางสนมก็มาถึงที่นั่งใต้ฉัตรแก้ว บริเวณนั้นก็สว่างไสวไปด้วยแสงจากดวงอาทิตย์ เพื่อรอดูทัพของพระรามที่กำลังยกมา นางมณโฑซึ่งเป็นเมียของทศกัณฐ์มองเห็นกองทัพของพระราม ซึ่งเป็นพระนารายณ์อวตารมา ก็สังเกตเห็นว่าทหารที่ยกมานั้นมากมายแน่นขนัด ล้วนเป็นผู้ที่มีฝีมือเก่งกล้าสามารถทั้งสิ้น ได้แก่ สุครีพ ชมพูพาน หนุมาน
องคต ซึ่งล้วนทราบดีว่าเป็นเทวดาลงมาเกิดทั้งนั้น เขาเหล่านี้มีความสามารถที่จะยกสวรรค์ซึ่งเป็นที่อยู่ของพระอินทร์ สามารถพลิกมหาสมุทรหรือพลิกแผ่นดินได้อย่างง่ายดาย นางมณโฑนั้นตกใจจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี จึงหันมาบอกกับทศกัณฐ์ว่า สองพี่น้อง คือพระรามกับพระลักษณ์นั่นเป็นโอรสของท้าวทศรถแห่งกรุงอโยธยา เป็นหลานของท้าวอัชนา ซึ่งมีฤทธิ์เดชและศรอันศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เลื่องลือไปทั่วทั้งแผ่นดิน นางมณโฑขอร้องทศกัณฐ์ให้คิดให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจทำศึกกับทัพของพระราม
เมื่อทศกัณฐ์ได้ยินก็ยิ้มแล้วตอบไปว่า อย่ากลัวไปเลย เพราะทศกัณฐ์นั้นก็ได้ชื่อว่ามีฤทธิ์เดชเป็นที่เลื่องลือไปทั้งสิบทิศ ว่าไม่มีใครสู้ได้จะไปกลัวทำไมกับมนุษย์ตัวเล็กนิดเดียว เหมือนตัวไรตัวหนึ่งเพียงแต่ใช้พลทหารยักษ์ออกไปปราบพวกลิงป่าเหล่านั้นก็จะตกเป็นเหยื่อถูกยักษ์จับเคี้ยวกินจนหมดภายในพริบตา
ฝ่ายกองทัพลิงของพระรามเห็นท้องฟ้ามืดมิดไปหมดเหมือนเป็นเวลากลางคืน เป็นที่น่าแปลกประหลาดเช่นนั้นต่างก็ตกใจร้องเรียกหากันดังลั่น บ้างก็วิ่ง บ้างก็คลานวุ่นวายไปหมด ต่างตกใจแทบสิ้นสติ พระรามซึ่งนั่งอยู่ท่ามกลางเหล่าทหาร เมื่อเห็นท้องฟ้ามืดมิดและเหล่าทหารลิงชุลมุนวุ่นวายดังนั้น ก็คิดสงสัยคิดว่าเป็นกลอุบายของศัตรู ยิ่งคิดก็ยิ่งประหลาดใจจึงถามพิเภกถึงสาเหตุที่เกิดขึ้น พิเภกจึงตอบว่าสาเหตุเกิดจากฝ่ายของทศกัณฐ์คิดจะลอบโจมตีกองทัพของพระราม จึงให้ยกฉัตรวิเศษบังแสงอาทิตย์ไว้ให้ฝ่ายกองทัพของพระรามมองไม่เห็นกองทัพยักษ์ แต่พวกยักษ์จะมองเห็นกองทัพของพระรามอได้อย่างชัดเจน และยังบอกอีกว่าฉัตรดังกล่าวเป็นฉัตรของท้าวจตุรพักตร์ ปู่ของทศกัณฐ์ ให้ไว้อยู่คู่กรุงลงกา
ดังนั้นจึงควรรีบแก้ไขโดยให้ผู้ที่เก่งกล้าสามารถไปหักฉัตรเสียโดยเร็ว พระรามเมื่อได้ฟังพิเภกบอกดังนั้น จึงถามเหล่าทหารมีใครกล้าไปหักฉัตรของ
ทศกัณฐ์บ้าง สุครีพซึ่งเป็นลูกของพระอาทิตย์เมื่อได้ยินดังนั้น จึงกล่าวว่าเมื่อครั้งก่อนหนุมานเป็นผู้อาสานำแหวนไปถวายนางสีดา ส่วนองคตก็อาสานำสาส์นไปถวายทศกัณฐ์เพื่อทวงนางสีดา มาครั้งนี้ตนอาสาไปหักฉัตรเอง พระรามเห็นสุครีพอาสาด้วยความเต็มใจ ดังนั้นจึงกล่าวอวยพรอย่างอ่อนโยนเต็มไปด้วยความเมตตา ว่าสุครีพเป็นผู้ที่มีความสามารถขอให้ประสบความสำเร็จกลับมา
เมื่อสุครีพรับพรจากพระรามแล้วก็รีบออกมาแสดงอิทธิฤทธิ์เสียงดังไปทุกทิศแล้วเหาะไปบนท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว เหมือนพายุเพียงแค่ดีดนิ้วมือ ก็มาถึงกรุงลงกา มองเห็นฉัตรตั้งอยู่กลางเมือง ส่วนทศกัณฐ์นั้นนั่งอยู่ท่ามกลางบรรดานางสนมและเหล่าเสนายักษ์ สุครีพจึงคิดได้ว่าถ้าจะเข้าไปหักฉัตรทันทีด้วยวิธีธรรมดาคงต้องเกิดการต่อสู้ล้มตายเป็นศึกใหญ่แน่นอน และอาจทำให้เสียงานที่ได้รับมอบหมายมาก็ได้ คิดได้ดังนั้นจึงร่ายมนตร์บังตากำบังร่างกายไว้ แล้วเนรมิตร่างกายให้ใหญ่เท่าภูเขา เหล่าทหารยักษ์ไม่สามารถมองเห็นร่างกายของสุครีพ สุครีพจึงเดินผ่านเสนายักษ์ไปได้อย่างสบาย
พระเสื้อเมืองประจำกรุงลงกา พอมองเห็นลิงตัวใหญ่เท่าภูเขา สูงเทียมฟ้า ดังนั้นก็ตกใจแทบสิ้นสติ กลัวความตายจนตัวสั่น ไม่กล้าแม้แต่มองหน้าสุครีพ ใช้มือปิดตาหนีลนลานจากเมืองไปให้ไกลสุดโลก เมื่อสุครีพกำบังกายเดินมาถึงบริเวณปักฉัตร ยืนอยู่หน้าทศกัณฐ์ จากนั้นจึวร่ายเวทย์เพื่อคลายมนตร์กำบังกายกวัดแกว่งพระขรรค์ไปมา แล้วชี้หน้าทศกัณฐ์พร้อมประกาศว่าทศกัณฐ์นั้นเก่งมากที่คิดจะทำศึกกับพระราม ซึ่งเป็นพระนารายณ์อวตาร ถ้าเก่งจริงทำไมจึงไม่กล้ามาต่อสู้ หรือเกรงกลัวศรพระราม ตัวสุครีพเองก็เป็นผู้ที่พระรามใช้ให้มาจับตัวผู้ที่คิดและบังอาจกระทำการร้ายครั้งนี้ เพื่อสั่งสอนให้เข็ดหลาบ
เมื่อทศกัณฐ์ได้ยินดังนั้นก็โกรธมากพร้อมกระทืบเท้า แล้วร้องตวาดเสียงดังลั่นว่า สุครีพนั้นโง่ที่หลงตนเองว่าเก่ง อีกทั้งไม่อายที่ไปยกย่องมนุษย์และอวดอ้างว่าเป็นพระนารยณ์อวตาร ทศกัณฐ์นั้นไม่ได้กลัวเลย แม้พาลีก็ยังถูกฆ่าตายมาแล้ว ดังนั้นสุครีพอวดกล้ามาต่อสู้กับตนแล้วก็ไม่มีทางที่จะหนีรอดไปได้ สุครีพก็รีบตอบทศกัณฐ์ทันทีเช่นกันว่า ถึงแม้ทศกัณฐ์จะมีถึงยี่สิยมือ ก็อย่าอวดเก่งต่อสู้กับพระรามเลย ตัวสุครีพเองซึ่งเป็นทหารของพระรามจะขอต่อสู้ก่อน เพื่อไม่ให้เดือดร้อนถึงพระราม กล่าวดังนั้นแล้วก็กระทืบเท้าลั่นทำให้กรุงลงกาสะเทือนเหมือนกำลังจะจมลงใต้มหาสมุทร แกว่งพระขรรค์เหาะขึ้นไปบนฉัตร
ฝ่ายนาสนมกำนัลยักษ์ทั้งหลาย เห็นสุครีพบุกรุกเข้ามาดังนั้น ก็ตกใจหนีกันวุ่นวาย ต่างล้มลุกคลุกคลานตะเกียกตะกายหนีหน้าซีดตัวสั่น บ้างก็กอดทศกัณฐ์ บ้างก็กอดตามกงฉัตรไว้แน่น ต่างหวีดร้องเรียกหากัน บ้างก็แขนหัก ขาหัก ร้องไห้แทบสิ้นสติ ส่วนทศกัณฐ์นั้นไม่รู้จะต่อสู้กับสุครีพท่าใด เพราะเหลือเพียงข้างเดียวที่พอจะจับอาวุธสู้ได้ จึงวิ่งวนไปตามกงฉัตรมือหนึ่งก็กอดนางมณโฑไว้ อีกมือหนึ่งก็กอดนางอัคคีไว้ ส่วนอีกสิบเจ็ดมือก็อุ้มนางสนมกำนัลไว้ ดังนั้นมือข้างเดียวที่เหลือก็ได้แต่แกว่งพระขรรค์ไปมา เมื่อสุครีพเห็นทศกัณฐ์ทำท่าสู้พลางถอยพลาง จึงรีบรุกจู่โจมใช้เท้าขวาถีบถูกทศกัณฐ์จนเซไป แล้วเข้าประชิดตัวแกล้งจู่โจมทำท่าว่าจะแย่งนางมณโฑไป ครั้นพอเข้าไปใกล้ก็แกล้งคว้าผิดคว้าถูก พร้อมกับหัวเราะเยาะเย้ยไปด้วย ทศกัณฐ์นั้นไม่มีจิตใจที่จะต่อสู้ เพราะมือทั้งสิบเก้ามัวแต่ระวังนางสนมกำนัล มีเพียงมือข้างเดียวที่จับพระขรรค์ต่อสู้ ครั้นจะฟันจะแทงก็ไม่ถนัด ได้แต่ป้องกันตัวพร้อมกับถอยหนีวุ่นวาย สุครีพต่อสู้อย่างเต็มที่จนเข้าประชิดตัวทศกัณฐ์ได้ ทั้งฟันทั้งแทงถูก
ทศกัณฐ์ไปหลายครั้ง ตั้งใจจะฆ่าให้ตาย
ทศกัณฐ์ต่อสู้ด้วยมือเพียงข้างเดียวจนแทบหมดแรง อีกทั้งได้รับความเจ็บปวดจากบาดแผลจึงคิดถอย ฝ่ายสุครีพเมื่อเห็นทศกัณฐ์เสียที จึงใช้เท้าถีบทศกัณฐ์ไว้แล้วเหาะขึ้นกลางอากาศ โน้มฉัตรลงมาแล้วหักฉัตรทันที ทสกัณฐ์และนางสนมต่างล้มกลิ้งบนพื้น ร้องเสียงดังลั่นไปหมด เมื่อฉัตรแก้วพังพินาศลง
ดังนั้นอากาศทั้งฝ่ายกองทัพของพระรามก็พลันแจ่มใสขึ้นทันทีเช่นกัน สุครีพใช้เท้าขวาคีบมงกุฏของทศกัณฐ์ไว้ แล้วร้องเยาะเย้ยให้ได้อายว่าตนจะฆ่าทศกัณฐ์เสียก็ได้ แต่เกรงว่าจะเป็นการกระทำที่นอกเหนือจากคำสั่งของพระราม ดังนั้นตนจึงขอนำมงกุฎไปถวายแทน จากนั้นก็เหาะกลับไปยังที่ประทับของพระรามทันที
เมื่อไปถึงก็เข้าเฝ้าแล้วรายงานให้พระรามทราบ ว่าตนได้อาสาไปหักฉัตรกรุงลงกานั้น ได้ทำการสำเร็จแล้ว และได้ต่อสู้กับทศกัณฐ์ แต่ไม่กล้าฆ่าเพราะเกรงว่าจะเป็นการกระทำโดนพลการ จึงได้แต่เพียงนำมงกุฎของทศกัณฐ์มาถวายเท่านั้น เมื่อพระรามได้ฟังและเห็นมงกุฎของทศกัณฐ์ที่สุครีพนำมาถวายก็ดีใจกล่าวชื่นชมสุครีพที่อาสาไปหักฉัตร แล้วทำได้สำเร็จในครั้งนี้นับว่าเป็นผู้มีความสามารถมาก สมกับได้ชื่อว่าเป็นลูกพระอาทิตย์ ชื่อเสียงจะเลื่องลือกันไปทั่วสามโลก คือ สวรรค์ มนุษย์และบาดาล กล่าวจบก็ชวนพระลักษณ์เดินเข้าไปที่ประทับ
แบบคำถามท้ายเรื่อง
คำชี้แจง สำหรับนักเรียนฝึกตอบคำถามหลังจากอ่านจบเรื่องแล้ว
๑. เพราะเหตุใดพระรามจึงยกทัพมากรุงลงกา
๒. ทำไมทศกัณฐ์ จึงโกรธแค้นพระรามมาก
๓. ทศกัณฐ์ใช้แผนการรบกับพระรามอย่างไร
๔. อานุภาพของฉัตรแก้ว เป็นอย่างไร
๕. สุครีพเข้ากรุงลงการ โดยวิธีใด
๖. ทำไมทศกัณฐ์ จึงต่อสู้กับสุครีพไม่ได้
๗. สุครีพนำสิ่งใดมาถวายพระราม ที่แสดงถึงชัยชนะ
๘. พระรามชมเชยสุครีพ ว่าอย่างไร
บรรณานุกรม
กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. (๒๕๔๖). หนังสือเรียนภาษาไทย
ชุด พื้นฐานภาษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ เล่ม ๑. กรุงเทพฯ:
คุรุสภาลาดพร้าว.
ณัฐิณา โตประเสริฐพงศ์. (ม.ป.ป.). คู่มือเตรียมสอบภาษาไทย ป.๕ – ๖
กรุงเทพฯ: เนรมิตการพิมพ์.
ราชบัณฑิตย์สถาน. (๒๕๔๖). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒. กรุงเทพฯ: ศิริวัฒนาอินเตอร์พริ้นท์.
เรื่องศึกษารามเกียรติ์ ตอนสุครีพหักฉัตร
พระนารายณ์ได้อวตารลงมาเป็นพระราม โอรสของท้าวทศรถ มีพระอนุชาชื่อพระลักษณ์ พระพรตและสัตรุด เมื่อพระรามเจริญวัยขึ้นได้อภิเษกกับนางสีดา ส่วนท้าวทศรถทรงชราภาพมากแล้ว จึงคิดจะทำพิธีมอบราชสมบัติให้พระรามครองกรุงอโยธยาแทนตน แต่ยังไม่ทันที่พระองค์จะได้ทำพิธียกราชสมบัติ นางไกยเกษีซึ่งเป็นพระมเหสีองค์หนึ่งของท้าวทศรถ ได้ทูลขอให้พระพรตซึ่งเป็นโอรสของตนได้ขึ้นครองเมืองก่อน และให้พระรามออกผนวชเดินป่าเป็นเวลา ๑๔ ปี ท้าวทศรถต้องจำพระทัยยอมทำตามคำขอของนางไกยเกษี เพราะพระองค์เคยให้สัญญาว่า นางขอสิ่งใดก็จะให้ตามคำขอ เพื่อทดแทนที่นางเคยช่วยพระองค์เมื่อครั้งรบกับยักษ์ ปทูตทันต์เพลารถขาด นางไกยเกษีใช้แขนสอดต่างเพลารถ ทำให้ท้าวทศรถรบชนะยักษ์ เมื่อพระรามออกผนวชและเดินป่านางสีดาและพระลักษณ์ขอตามเสด็จไปด้วย ครั้งนั้นนางสำมนักขาน้องสาวของทศกัณฐ์มาพบพระรามก็หลงรัก แต่พระรามปฏิเสธนางสำมนักขาโกรธจึงคิดแก้แค้น และไปทูลให้ทศกัณฐ์ทราบถึงความงามของนางสีดา ทศกัณฐ์จึงให้มารีศแปลงกายเป็นกวางทอง มาลวงนางสีดาและพระราม เมื่อพระรามตามกวางทองไปในป่า ทศกัณฐ์จึงลักพานางสีดาไปไว้ในสวนที่กรุงลงกา พระรามออกตามหานางสีดาได้หนุมาน สุครีพและองคตเป็นทหารเอก มีลิงจากเมืองขีดขินและเมื่องท้าวมหาชมพูเป็นกองทัพ ครั้งนั้นหนุมานใช้หินถมทะเลทำทางให้กองทัพข้ามไปยังเมืองกรุงลงกา เมื่อกองทัพของพระรามไปถึง กรุงลงกาได้ตั้งพลับพลาที่นอกเมือง พระรามให้องคตถือพระราชสาส์นไปถึงทศกัณฐ์ เพื่อขอนางสีดากลับคืน แต่ทศกัณฐ์ไม่ยอมและสั่งให้เสนาเข้าจับองคต องคตจึงฆ่าเสนายักษ์ตายไป ๔ ตน ทำให้ทศกัณฐ์โกรธแค้นและอับอายมาก นึกขึ้นมาครั้งใดก็ยิ่งโกรธเหมือนหัวใจถูกเผาไหม้ด้วยไฟบรรลัยกัลป์ จึงคิดที่จะนำฉัตรของท้าวจตุรพักตร์(ปู่ของทศกัณฐ์) มาใช้เพื่อการแก้แค้นพระราม
เมื่อปักขึ้นจะทำให้ท้องฟ้าฝ่ายศัตรูมืดมิดมองไม่เห็นฝ่ายตน แต่ฝ่ายของทศกัณฐ์สามารถมองเห็นได้ จากนั้นจะได้ให้ทหารยักษ์เข้าโจมตีทัพของพระรามภายหลัง คิดดังนั้นจึงสั่งให้เสนายักษ์ทำพิธีปักฉัตรของท้าวจตุรพักตร์ โดยจัดพิธีบูชาฉัตรด้วยเครื่องบูชาอันมีอาหารประเภทเนื้อ ปลา เป็นต้นพร้อมด้วยเทียนเงิน เทียนทอง ข้าวตอกดอกไม้ เมื่อได้กำหนดเวลาอันเหมาะสม บรรดายักษก็โห่ร้องทำพิธียกฉัตรขึ้นไว้กลางกรุงลงกา ทันใดนั้นท้องฟ้าก็มืดมิดเหมือนเวลากลางคืน
เมื่อเสร็จพิธียกฉัตรแล้ว ทศกัณฐ์ก็ออกจากพิธี เข้าอาบน้ำชำระร่างกายซึ่งปรุงแต่งด้วยเครื่องหอมดอกไม้นานาชนิด เสร็จแล้วแต่งกายด้วยเครื่องทรงอันประกอบด้วยผ้านุ่งที่มีชายผ้าทอด้วยเส้นทอง ตัวเสื้อทำด้วยผ้าพื้นประดับทองเป็นรูปดอกไม้ ผ้าห้อยประดับหน้า เรียกว่าชายไหว ชายแครงประดับด้วยทองคาดเอว ด้วยผ้าที่งดงามยิ่งนัก เครื่องประดับตรงหน้าอกและสายสร้อยล้วนแวววาวด้วยเพชรนิลจินดา สวมมงกุฏแก้วทัดดอกกรรเจียก มีอาวุธครบมือทั้งยี่สิบมือ
แต่งกายเสร็จแล้วก็ชวนนางมณโฑออกไปดูความอัศจรรย์ที่เกิดขึ้น เหล่านางสนมทั้งหลายก็ตามมาด้วย ทศกัณฐ์และเหล่านางสนมก็มาถึงที่นั่งใต้ฉัตรแก้ว บริเวณนั้นก็สว่างไสวไปด้วยแสงจากดวงอาทิตย์ เพื่อรอดูทัพของพระรามที่กำลังยกมา นางมณโฑซึ่งเป็นเมียของทศกัณฐ์มองเห็นกองทัพของพระราม ซึ่งเป็นพระนารายณ์อวตารมา ก็สังเกตเห็นว่าทหารที่ยกมานั้นมากมายแน่นขนัด ล้วนเป็นผู้ที่มีฝีมือเก่งกล้าสามารถทั้งสิ้น ได้แก่ สุครีพ ชมพูพาน หนุมาน
องคต ซึ่งล้วนทราบดีว่าเป็นเทวดาลงมาเกิดทั้งนั้น เขาเหล่านี้มีความสามารถที่จะยกสวรรค์ซึ่งเป็นที่อยู่ของพระอินทร์ สามารถพลิกมหาสมุทรหรือพลิกแผ่นดินได้อย่างง่ายดาย นางมณโฑนั้นตกใจจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี จึงหันมาบอกกับทศกัณฐ์ว่า สองพี่น้อง คือพระรามกับพระลักษณ์นั่นเป็นโอรสของท้าวทศรถแห่งกรุงอโยธยา เป็นหลานของท้าวอัชนา ซึ่งมีฤทธิ์เดชและศรอันศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เลื่องลือไปทั่วทั้งแผ่นดิน นางมณโฑขอร้องทศกัณฐ์ให้คิดให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจทำศึกกับทัพของพระราม
เมื่อทศกัณฐ์ได้ยินก็ยิ้มแล้วตอบไปว่า อย่ากลัวไปเลย เพราะทศกัณฐ์นั้นก็ได้ชื่อว่ามีฤทธิ์เดชเป็นที่เลื่องลือไปทั้งสิบทิศ ว่าไม่มีใครสู้ได้จะไปกลัวทำไมกับมนุษย์ตัวเล็กนิดเดียว เหมือนตัวไรตัวหนึ่งเพียงแต่ใช้พลทหารยักษ์ออกไปปราบพวกลิงป่าเหล่านั้นก็จะตกเป็นเหยื่อถูกยักษ์จับเคี้ยวกินจนหมดภายในพริบตา
ฝ่ายกองทัพลิงของพระรามเห็นท้องฟ้ามืดมิดไปหมดเหมือนเป็นเวลากลางคืน เป็นที่น่าแปลกประหลาดเช่นนั้นต่างก็ตกใจร้องเรียกหากันดังลั่น บ้างก็วิ่ง บ้างก็คลานวุ่นวายไปหมด ต่างตกใจแทบสิ้นสติ พระรามซึ่งนั่งอยู่ท่ามกลางเหล่าทหาร เมื่อเห็นท้องฟ้ามืดมิดและเหล่าทหารลิงชุลมุนวุ่นวายดังนั้น ก็คิดสงสัยคิดว่าเป็นกลอุบายของศัตรู ยิ่งคิดก็ยิ่งประหลาดใจจึงถามพิเภกถึงสาเหตุที่เกิดขึ้น พิเภกจึงตอบว่าสาเหตุเกิดจากฝ่ายของทศกัณฐ์คิดจะลอบโจมตีกองทัพของพระราม จึงให้ยกฉัตรวิเศษบังแสงอาทิตย์ไว้ให้ฝ่ายกองทัพของพระรามมองไม่เห็นกองทัพยักษ์ แต่พวกยักษ์จะมองเห็นกองทัพของพระรามอได้อย่างชัดเจน และยังบอกอีกว่าฉัตรดังกล่าวเป็นฉัตรของท้าวจตุรพักตร์ ปู่ของทศกัณฐ์ ให้ไว้อยู่คู่กรุงลงกา
ดังนั้นจึงควรรีบแก้ไขโดยให้ผู้ที่เก่งกล้าสามารถไปหักฉัตรเสียโดยเร็ว พระรามเมื่อได้ฟังพิเภกบอกดังนั้น จึงถามเหล่าทหารมีใครกล้าไปหักฉัตรของ
ทศกัณฐ์บ้าง สุครีพซึ่งเป็นลูกของพระอาทิตย์เมื่อได้ยินดังนั้น จึงกล่าวว่าเมื่อครั้งก่อนหนุมานเป็นผู้อาสานำแหวนไปถวายนางสีดา ส่วนองคตก็อาสานำสาส์นไปถวายทศกัณฐ์เพื่อทวงนางสีดา มาครั้งนี้ตนอาสาไปหักฉัตรเอง พระรามเห็นสุครีพอาสาด้วยความเต็มใจ ดังนั้นจึงกล่าวอวยพรอย่างอ่อนโยนเต็มไปด้วยความเมตตา ว่าสุครีพเป็นผู้ที่มีความสามารถขอให้ประสบความสำเร็จกลับมา
เมื่อสุครีพรับพรจากพระรามแล้วก็รีบออกมาแสดงอิทธิฤทธิ์เสียงดังไปทุกทิศแล้วเหาะไปบนท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว เหมือนพายุเพียงแค่ดีดนิ้วมือ ก็มาถึงกรุงลงกา มองเห็นฉัตรตั้งอยู่กลางเมือง ส่วนทศกัณฐ์นั้นนั่งอยู่ท่ามกลางบรรดานางสนมและเหล่าเสนายักษ์ สุครีพจึงคิดได้ว่าถ้าจะเข้าไปหักฉัตรทันทีด้วยวิธีธรรมดาคงต้องเกิดการต่อสู้ล้มตายเป็นศึกใหญ่แน่นอน และอาจทำให้เสียงานที่ได้รับมอบหมายมาก็ได้ คิดได้ดังนั้นจึงร่ายมนตร์บังตากำบังร่างกายไว้ แล้วเนรมิตร่างกายให้ใหญ่เท่าภูเขา เหล่าทหารยักษ์ไม่สามารถมองเห็นร่างกายของสุครีพ สุครีพจึงเดินผ่านเสนายักษ์ไปได้อย่างสบาย
พระเสื้อเมืองประจำกรุงลงกา พอมองเห็นลิงตัวใหญ่เท่าภูเขา สูงเทียมฟ้า ดังนั้นก็ตกใจแทบสิ้นสติ กลัวความตายจนตัวสั่น ไม่กล้าแม้แต่มองหน้าสุครีพ ใช้มือปิดตาหนีลนลานจากเมืองไปให้ไกลสุดโลก เมื่อสุครีพกำบังกายเดินมาถึงบริเวณปักฉัตร ยืนอยู่หน้าทศกัณฐ์ จากนั้นจึวร่ายเวทย์เพื่อคลายมนตร์กำบังกายกวัดแกว่งพระขรรค์ไปมา แล้วชี้หน้าทศกัณฐ์พร้อมประกาศว่าทศกัณฐ์นั้นเก่งมากที่คิดจะทำศึกกับพระราม ซึ่งเป็นพระนารายณ์อวตาร ถ้าเก่งจริงทำไมจึงไม่กล้ามาต่อสู้ หรือเกรงกลัวศรพระราม ตัวสุครีพเองก็เป็นผู้ที่พระรามใช้ให้มาจับตัวผู้ที่คิดและบังอาจกระทำการร้ายครั้งนี้ เพื่อสั่งสอนให้เข็ดหลาบ
เมื่อทศกัณฐ์ได้ยินดังนั้นก็โกรธมากพร้อมกระทืบเท้า แล้วร้องตวาดเสียงดังลั่นว่า สุครีพนั้นโง่ที่หลงตนเองว่าเก่ง อีกทั้งไม่อายที่ไปยกย่องมนุษย์และอวดอ้างว่าเป็นพระนารยณ์อวตาร ทศกัณฐ์นั้นไม่ได้กลัวเลย แม้พาลีก็ยังถูกฆ่าตายมาแล้ว ดังนั้นสุครีพอวดกล้ามาต่อสู้กับตนแล้วก็ไม่มีทางที่จะหนีรอดไปได้ สุครีพก็รีบตอบทศกัณฐ์ทันทีเช่นกันว่า ถึงแม้ทศกัณฐ์จะมีถึงยี่สิยมือ ก็อย่าอวดเก่งต่อสู้กับพระรามเลย ตัวสุครีพเองซึ่งเป็นทหารของพระรามจะขอต่อสู้ก่อน เพื่อไม่ให้เดือดร้อนถึงพระราม กล่าวดังนั้นแล้วก็กระทืบเท้าลั่นทำให้กรุงลงกาสะเทือนเหมือนกำลังจะจมลงใต้มหาสมุทร แกว่งพระขรรค์เหาะขึ้นไปบนฉัตร
ฝ่ายนาสนมกำนัลยักษ์ทั้งหลาย เห็นสุครีพบุกรุกเข้ามาดังนั้น ก็ตกใจหนีกันวุ่นวาย ต่างล้มลุกคลุกคลานตะเกียกตะกายหนีหน้าซีดตัวสั่น บ้างก็กอดทศกัณฐ์ บ้างก็กอดตามกงฉัตรไว้แน่น ต่างหวีดร้องเรียกหากัน บ้างก็แขนหัก ขาหัก ร้องไห้แทบสิ้นสติ ส่วนทศกัณฐ์นั้นไม่รู้จะต่อสู้กับสุครีพท่าใด เพราะเหลือเพียงข้างเดียวที่พอจะจับอาวุธสู้ได้ จึงวิ่งวนไปตามกงฉัตรมือหนึ่งก็กอดนางมณโฑไว้ อีกมือหนึ่งก็กอดนางอัคคีไว้ ส่วนอีกสิบเจ็ดมือก็อุ้มนางสนมกำนัลไว้ ดังนั้นมือข้างเดียวที่เหลือก็ได้แต่แกว่งพระขรรค์ไปมา เมื่อสุครีพเห็นทศกัณฐ์ทำท่าสู้พลางถอยพลาง จึงรีบรุกจู่โจมใช้เท้าขวาถีบถูกทศกัณฐ์จนเซไป แล้วเข้าประชิดตัวแกล้งจู่โจมทำท่าว่าจะแย่งนางมณโฑไป ครั้นพอเข้าไปใกล้ก็แกล้งคว้าผิดคว้าถูก พร้อมกับหัวเราะเยาะเย้ยไปด้วย ทศกัณฐ์นั้นไม่มีจิตใจที่จะต่อสู้ เพราะมือทั้งสิบเก้ามัวแต่ระวังนางสนมกำนัล มีเพียงมือข้างเดียวที่จับพระขรรค์ต่อสู้ ครั้นจะฟันจะแทงก็ไม่ถนัด ได้แต่ป้องกันตัวพร้อมกับถอยหนีวุ่นวาย สุครีพต่อสู้อย่างเต็มที่จนเข้าประชิดตัวทศกัณฐ์ได้ ทั้งฟันทั้งแทงถูก
ทศกัณฐ์ไปหลายครั้ง ตั้งใจจะฆ่าให้ตาย
ทศกัณฐ์ต่อสู้ด้วยมือเพียงข้างเดียวจนแทบหมดแรง อีกทั้งได้รับความเจ็บปวดจากบาดแผลจึงคิดถอย ฝ่ายสุครีพเมื่อเห็นทศกัณฐ์เสียที จึงใช้เท้าถีบทศกัณฐ์ไว้แล้วเหาะขึ้นกลางอากาศ โน้มฉัตรลงมาแล้วหักฉัตรทันที ทสกัณฐ์และนางสนมต่างล้มกลิ้งบนพื้น ร้องเสียงดังลั่นไปหมด เมื่อฉัตรแก้วพังพินาศลง
ดังนั้นอากาศทั้งฝ่ายกองทัพของพระรามก็พลันแจ่มใสขึ้นทันทีเช่นกัน สุครีพใช้เท้าขวาคีบมงกุฏของทศกัณฐ์ไว้ แล้วร้องเยาะเย้ยให้ได้อายว่าตนจะฆ่าทศกัณฐ์เสียก็ได้ แต่เกรงว่าจะเป็นการกระทำที่นอกเหนือจากคำสั่งของพระราม ดังนั้นตนจึงขอนำมงกุฎไปถวายแทน จากนั้นก็เหาะกลับไปยังที่ประทับของพระรามทันที
เมื่อไปถึงก็เข้าเฝ้าแล้วรายงานให้พระรามทราบ ว่าตนได้อาสาไปหักฉัตรกรุงลงกานั้น ได้ทำการสำเร็จแล้ว และได้ต่อสู้กับทศกัณฐ์ แต่ไม่กล้าฆ่าเพราะเกรงว่าจะเป็นการกระทำโดนพลการ จึงได้แต่เพียงนำมงกุฎของทศกัณฐ์มาถวายเท่านั้น เมื่อพระรามได้ฟังและเห็นมงกุฎของทศกัณฐ์ที่สุครีพนำมาถวายก็ดีใจกล่าวชื่นชมสุครีพที่อาสาไปหักฉัตร แล้วทำได้สำเร็จในครั้งนี้นับว่าเป็นผู้มีความสามารถมาก สมกับได้ชื่อว่าเป็นลูกพระอาทิตย์ ชื่อเสียงจะเลื่องลือกันไปทั่วสามโลก คือ สวรรค์ มนุษย์และบาดาล กล่าวจบก็ชวนพระลักษณ์เดินเข้าไปที่ประทับ
แบบคำถามท้ายเรื่อง
คำชี้แจง สำหรับนักเรียนฝึกตอบคำถามหลังจากอ่านจบเรื่องแล้ว
๑. เพราะเหตุใดพระรามจึงยกทัพมากรุงลงกา
๒. ทำไมทศกัณฐ์ จึงโกรธแค้นพระรามมาก
๓. ทศกัณฐ์ใช้แผนการรบกับพระรามอย่างไร
๔. อานุภาพของฉัตรแก้ว เป็นอย่างไร
๕. สุครีพเข้ากรุงลงการ โดยวิธีใด
๖. ทำไมทศกัณฐ์ จึงต่อสู้กับสุครีพไม่ได้
๗. สุครีพนำสิ่งใดมาถวายพระราม ที่แสดงถึงชัยชนะ
๘. พระรามชมเชยสุครีพ ว่าอย่างไร
บรรณานุกรม
กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. (๒๕๔๖). หนังสือเรียนภาษาไทย
ชุด พื้นฐานภาษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ เล่ม ๑. กรุงเทพฯ:
คุรุสภาลาดพร้าว.
ณัฐิณา โตประเสริฐพงศ์. (ม.ป.ป.). คู่มือเตรียมสอบภาษาไทย ป.๕ – ๖
กรุงเทพฯ: เนรมิตการพิมพ์.
ราชบัณฑิตย์สถาน. (๒๕๔๖). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒. กรุงเทพฯ: ศิริวัฒนาอินเตอร์พริ้นท์.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
